วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ปาล์ม

ปาล์ม (ชื่อสามัญ palm ; ชื่อวิทยาศาสตร์ Palmae หรือ Arecacae ) นับเป็นพืชวงศ์ใหญ่ที่สุด (รองจากหญ้า) ทั้งในแง่จำนวนของชนิด และปริมาณที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ จำแนกได้กว่า 210 สกุล และราว 3,800 ชนิด เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ไม่แยกกิ่งก้านสาขา
พืชจำพวกปาล์มนี้มีร่องรอยในซากดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่ถึงประมาณ 80 ล้านปีมาแล้ว ปัจจุบันนี้เราพบปาล์มได้ในหลากหลายพื้นทั่วโลก อันเนื่องจากปาล์มสามารถเติบโตในสภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นพืชพื้นเมืองในเขตร้อน และกึ่งเขตร้อนก็ตาม แต่ปาล์มสามารถเติบโตได้ตั้งแต่ละติจูด 30 องศาเหนือ ลงมาจนถึงละติจูด 30 องศาใต้
ปาล์มที่พบในเขตเหนือสุด คือปาล์มพัดยุโรป (Chamaerops humilis) ซึ่งเติบโตในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และแอฟริกาตอนเหนือ ส่วนปาล์มที่พบตอนใต้สุด คือปาล์มนิเกา (Rhopalostylis sapida) ที่พบในนิวซีแลนด์ และหมู่เกาะแชแธม
ปาล์มก็ยังเติบโตบนพื้นที่สูงถึง 3,000 เมตร (บนเทือกเขาแอนดีส) ส่วนที่แห้งแล้งอย่างทะเลทราย (อินทผลัม) และที่ชื้นแฉะ ก็ยังเป็นที่อาศัยส่วนใหญ่ของปาล์มหลากหลายชนิด (เช่น จาก ชิด สาคู)
 

อ้อย


อ้อย หรือ อ้อยแดง (อังกฤษ:Sugar-cane, ชื่อวิทยาศาสตร์ Saccharum officinarum Linn. POACEAE ) ชื่ออื่นคือ อ้อยขม หรืออ้อยดำ เป็นไม้ล้มลุก สูง 2-5 เมตร ลำต้นสีม่วงแดง มีไขสีขาวปกคลุม ไม่แตกกิ่งก้าน ใบเดี่ยว เรียงสลับ กว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 0.5-1 เมตร ดอกช่อ ออกที่ปลายยอด สีขาว ผลเป็นผลแห้ง ขนาดเล็ก
 







สายพันธุ์อ้อยมีหลายพันธุ์แตกต่างกันที่ความสูง
ความยาวของข้อและสีของลำต้น
อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก
 อ้อยที่นำมาคั้นน้ำสำหรับดื่ม เป็นอ้อยที่ปลูกบริเวณที่ราบลุ่ม
 พื้นที่ดินเหนียว ประชาชนเรียกว่า อ้อยเหลือง หรือ อ้อยสิงคโปร์
 นิยมปลูกกันมากในบริเวณจังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา
 สุพรรณบุรี และนครปฐม เป็นต้น
พ.ศ. 2550 ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี) กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยขึ้นมาใหม่ คือ พันธุ์สุพรรณบุรี 80 ซึ่งได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างพันธุ์แม่ 85-2-352 กับพันธุ์พ่อ K84-200 ใช้ระยะเวลาคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์นานกว่า 11 ปี มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตในอ้อยปลูกน้ำหนักเฉลี่ย 17.79 ตัน/ไร่ ให้ผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ย 2.66 ตันซีซีเอส/ไร่ นอกจากนี้ยังสามารถต้านทานโรคเหี่ยวเน่าแดงและโรคแส้ดำได้ระดับปานกลางด้วย [1]
สรรพคุณสมุนไพรตำรายาไทยใช้ลำต้นเป็นยาขับปัสสาวะ โดยใช้ลำต้นสด 70-90 กรัม หรือแห้ง 30-40 กรัม หั่นเป็นชิ้น ต้มน้ำ แบ่งดื่มวันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร แก้ไตพิการ หนองในและขับนิ่ว แพทย์พื้นบ้านใช้ขับเสมหะ รายงานว่าอ้อยแดงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะในสัตว์ทดลอง

อ้างอิง

หนังสือ "สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน" เล่ม 5 โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด้จพระ เจ้าอยู่หัว
หนังสือ "สมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ" หน้า 181 โดย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
เอกสาร "โรงน้ำผลไม้สวนจิตรลดา" โดย โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา
^ เปิดตัวอ้อยพันธุ์ใหม่ ‘สุพรรณบุรี 80’
 

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข้าวโพดในไทย

ข้าวโพด มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Corn หรือ Maize ข้าวโพด (ชื่อวิทยาศาสตร์: Zea mays Linn.)อยู่ใน Family Gramineae 
ชื่ออื่นๆ ข้าวสาลี สาลี (เหนือ) คง (กระบี่) โพด (ใต้) บือเคเส่ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นพืชตระกูลเดียวกับหญ้ามีลำต้นสูง โดยเฉลี่ย 2.2 เมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น 0.5-2.0 นิ้ว เมล็ดจากฝักใช้เป็นอาหารคนและสัตว์
 
 
เป็นธัญพืชที่มีความสําคัญเป็นอันดับสามของโลก รองมาจาก แป้งสาลี และ ข้าว
พื้นที่ปลูกข้าวโพดทั่วโลกมีถึง 915 ล้านไร่ มีผลผลิต 691 ล้านต้น และประเทศที่มีการผลิตข้าวโพดมากที่สุดห้าอันดับก็คือ
1.อเมริกา
2.จีน
3.บราซิล
4.เม็กซิโก
5.อาเจนติน่า
 

ข้าวโพดในไทย
พื้นที่ปลูกข้าวโพดในประเทศไทยมีถึง 6.61 ล้านไร่ มีมูลค่าการส่งออกถึง 1491 ล้านบาทในปี 48 ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางเป็นภาคที่มีการปลูกข้าวโพดมาที่สุดตามลําดับ
จังหวัดที่มีการปลูกข้าวโพดมากที่สุด คือจังหวัดเพชรบูรณ์นครราชสีมา ลพบุรีนครสวรรค์ และตาก

การจําแนกชนิดข้าวโพดตามคุณสมบัติของแป้ง มี hard starch and soft starch สามารถจําแนกได้ 7 ชนิดคือ
ข้าวโพดป่า เมล็ดแข็งๆคล้ายเมล็ดหญ้า
ข้าวโพดคั่ว มีแป้งอัดแน่นเมื่อรับความร้อนแป้งจะแตกออก
ข้าวโพดหัวแข็ง
ข้าวโพดหัวบุบ
ข้าวโพดแป้ง
ข้าวโพดหวาน
ข้าวโพดข้าวเหนียว
จําแนกตามลักษณะเคมีในเมล็ด สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
ข้าวโพดแป้ง
ข้าวโพดนํามันสูง มีปริมาณนํามันใน คัพภะสูงถึง 33-39%
ข้าวโพดไลซีนสูง เหมาะแก่การเป็นอาหารสัตว์ เช่น คน สุกร เป็ด

 
จําแนกตามอายุการเก็บเกี่ยว
พันธุ์อายุสั้นมาก จะเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 80-90 วัน
พันธุ์อายุสั้น 90-100 วัน
พันธุ์อายุปานกลาง 100-110 วัน
พันอายุยาว มากกว่า 110 วัน

 
หากคิดจะปลูกข้าวโพดทําอย่างไร?
ข้าวโพดนั้นเจริญเติบโตได้ดีในดิน ร่วนปนทราย มีการระบายนําดี จะต้องมีนําเพียงพอในช่วงออกดอก คือ 45-55 วันหลังปลูก
เมื่อหาที่ปลูกได้จึงคัดเลือกพันธุ์ พันธุที่ดีควรมีลักษณะ ให้ผลผลิตสูง ทนต่อโรคและแมลง ต้นเตี้ย ฝักใหญ่
พันธุ์ที่นิยมปลูกกันก็คือ
พันธุ์ลูกผสม

ให้ผลผลิตสูง มีขนาดสมําเสมอ แต่เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทําพันธุ์เองได้ เมล็ดพันธุ์มีราคาแพง ถึง 60-90 บาทต่อกิโลกรัม
ชื่อพันธุ์นิยมเช่น ซีพีดีเค 888 ไพโอเนีย 3013 แปซิฟิค 983 คาร์คิล 919 เทพีวีนัส 49 นครสวรรค์ 92 สุวรรณ 3851

เป็นระบบรากฝอย หรือ Fibrous root system แผ่กระจายรอบลําต้นได้ราว 1 เมตร และลึกลงไปในดินได้ถึง 2.1-2.4 เมตรทีเดียว เป็นพืชที่ยึดเกาะดินได้ดีทีเดียว
 
 
 
ลําต้น Culm หรือ Stock
 
มีทั้งข้อ(Node)และปล้อง(inter node) มีขนาดตั้งแต่ 30 ซ.ม. ถึง 7.5 เมตร o_O ซึ่งสูงกว่าคนถึงสามสี่เท่า!
ใบ
ประกอบด้วยกาบใบ Leaf sheath และ แผ่นใบ Leaf blade กาบใบจะหุ้มลําต้น และแผ่นใบจะแผ่ออก
 
ช่อดอก
ข้าวโพดเป็นพืชที่มีช่อดอกตัวผู้และช่อดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน แต่อยู่คนละตําแหน่ง เรียกว่า Monoecious plant
ช่อดอกตัวผู้ จะอยู่บนปลาย บนๆสุดของลําต้น เป็น panicle มีชื่อเรียกว่า Tessel
ช่อดอกตัวเมีย เกิดจากตาที่มุมใบของข้อที่เจ็ด หรือแปด ลงมาจากด้านบน นับจากใบธงลงมา เป็นแบบ spike เรียกว่า ฝัก(Ear)
การผสม
ข้าวโพดเป็นพืชผสมข้ามครับ หรือเรียกว่า Cross pollinated crops ภายหลังการผสมดอกตัวเมียจะเจริญเป็นผลอยู่ภายในฝัก

ผล เมล็ด
เป็น caryopsis มี pericarp ที่มีเยื่อหุ้มผลติดอยู่กับเยื่อหุ้มเมล็ดหรือ seed coat ทั้งหมดเรียกว่า hull
เมล็ดมีอีกชื่อคือ kernel
 
ระยะการเจริญเติบโตของข้าวโพด มี5ระยะ ดังนี้
Vegetative stage เป็นระยะการเจริญเติบโตทางลําต้นและใบ โตจนถึงระยะที่ช่อดอกโผล่พ้นใบธง
Flowering stage เป็นระยะการออกดอก เป็นระยะตั้งแต่ดอกเกษรตัวผู้บานจนถึงผสมเกษร และมีไหมโผล่พ้นกาบหุ้มฝัก
Grain filling เป็นระยะที่มีการสะสมนําหนักแห้ง จนถึงระยะหยุดการเติบโต
physiological maturity เป็นระยะสุขแก่ทางสรีรวิทยา นําหนักแห้งสูงสุด และมี black layer
Havest maturity เป็นระยะแก่เก็บเกี่ยว ต้น ใบ กาบเปลี่ยนเป็นสีนําตาล ความชื้นลดลงอย่างต่อเนื่อง
 

พลาสติกจากข้าวโพด







 



ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เนต “ฟูซากะ อาดาจิ พนักงานของบริษัทเจวีซี (JVC) ถือแผ่นดีวีดีพลาสติกเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 เซนติเมตร ซึ่งมีความพิเศษคือเป็นดีวีดีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะทำจากผักผลไม้ โดยในแผ่นดังกล่าวทำจากแป้งข้าวโพด” (ภาพข่าว จากผู้จัดการออนไลน์ 4 กุมภาพันธ์ 2548) http://www.vcharkarn.com/varticle/277
http://www.youtube.com/watch?v=NmBgpCBIZcE